โรคหนองใน (Gonorrhea)
โรคหนองในแท้และหนองในเทียม🌟
โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังคงมีแนวโน้มของผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2567 กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคหนองใน จำนวน 16,440 ราย อัตราป่วย 25.29 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2566 ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต อัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชาย 1 : 6.8 กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุด คือ อายุ 15–24 ปี (119.34 ต่อประชากรแสนคน) โรคหนองในจึงเป็นโรคที่ควรพึงระวัง
การรักษาโรคติดต่อทางเพศ ไม่แนะนำให้ประชาชนใช้ในการซื้อยาสำหรับการรักษาตนเอง การใช้ยาดังกล่าวโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องและแม่นยำอาจส่งผลให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดอันตรายจากการใช้ยาหรือเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้การใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องยังสามารถนำไปสู่การดื้อยาต้านจุลชีพ ทำให้การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรคแพร่ระบาดอย่างไม่สามารถควบคุมได
โรคหนองในแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามชนิดของแบคทีเรีย ได้แก่
- หนองในแท้ (Neisseria gonorrhea)
- หนองในเทียม (Chlamydia trachomatis)
มัยโคพลาสมา (Mycoplasma genitalium, Mycoplasma hominis), ยูเรียพลาสมา (Ureaplasma urealytica, Ureaplasma parvum) และ เชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomonas vaginalis)
โรคหนองในแท้ (Gonorrhea)
เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases, STDs) ที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อว่า ไนซีเรีย โกโนเรียอี (Neisseria gonorrhea) สามารถพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงที่ยังมีเพศสัมพันธ์อยู่เป็นประจำ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียนี้จะอาศัยอยู่ในน้ำอสุจิและของเหลวในช่องคลอดของผู้หญิง ทำให้โรคหนองในแท้แพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นแบบการสอดใส่และการออรัลเซกส์ (Oral sex) บริเวณที่ติดเชื้อหนองในแท้นั้น ได้แก่ อวัยวะเพศ ทวารหนัก ลำคอ และเยื่อบุตา
อาการของโรคหนองในแท้
เชื้อหนองในแท้จะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 3-5 วันหลังจากได้รับเชื้อ และผู้ชายมักจะแสดงอาการมากกว่าผู้หญิง โดยพบว่าผู้หญิงที่ติดเชื้อหนองในแท้จะไม่มีอาการประมาณ 80% แต่ในผู้ชายที่ไม่มีอาการพบเพียงประมาณ 10-15%
ในเพศชาย
- มีอาการปัสสาวะแสบขัด
- มีน้ำหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ และอาจจะมีอาการปวดบวมบริเวณท่อสร้างอสุจิ
ในเพศหญิง
- มีอาการปัสสาวะแสบขัด
- มีอาการตกขาวเหลืองเขียว หรือมูกหนอง
- อาจมีอาการเลือดออกขณะที่มีเพศสัมพันธ์
ภาวะแทรกซ้อน ที่สามารถเกิดได้หากไม่ได้รับการรักษาโรคหนองในแท้อย่างถูกต้อง
- สำหรับผู้ชายหากปล่อยให้ติดเชื้อหนองในไว้อาจลุกลามสู่อัณฑะ และทำให้มีโอกาสเป็นหมันได้
- สำหรับผู้หญิงหากปล่อยให้ติดเชื้อหนองในไว้ อาจลุกลามสู่มดลูก และทำให้มีโอกาสเกิดภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
- นอกจากนี้ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจปรากฏอาการบริเวณทวารหนักได้ เช่น มีหนองเหลืองปนกับอุจจาระ คันในรูทวาร มีอาการปวดเวลาถ่ายอุจจาระ มีเลือดออกจากทวารหนัก หากมีอาการดังกล่าว แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจและรับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม
โรคหนองในเทียม (Non – Specific Urethritis)
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ คลามัยเดีย ทราโคมาทิส (Chlamydia trachomatis) แต่ก็ยังมีเชื้อหนองในเทียมชนิดอื่นๆ ที่สามารถพบได้ เช่น มัยโคพลาสมา (Mycoplasma genitalium, Mycoplasma hominis), ยูเรียพลาสมา (Ureaplasma urealytica, Ureaplasma parvum) และ เชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomonas vaginalis) เป็นต้น ซึ่งพบได้ในน้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งในช่องคลอด การติดเชื้อหนองในเทียมจึงติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และยังสามารถทำให้ผู้หญิงที่ติดเชื้อมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น การมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือเป็นหมัน เป็นต้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
วิธีการตรวจหนองใน
ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการแสดงของท่อปัสสาวะอักเสบ (urethritis)อาการระดูขาว(vaginal discharge)และอาการแสดงอักเสบของทวารหนัก (proctitis) ควรได้รับการซักประวัติประเมินความเสี่ยงทางเพศ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัย (ตามศักยภาพของสถานพยาบาล)และควรได้รับการรักษาภายในวันที่มาตรวจ(same day treatment)
ขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการนั้น สามารถประยุกต์ให้เข้ากับความพร้อมของสถานบริการ(setting-based) หากสถานบริการนั้น ๆ มีความพร้อมทางห้องปฏิบัติการสูง ก็ควรส่งตรวจ quality-assured molecular assays แต่หากมีข้อจำกัดในการส่งตรวจ (low-resource setting) หรือสามารถส่งตรวจได้แต่ไม่สามารถแสดงผลตรวจได้ภายในวันที่ผู้ป่วยมารับการรักษา ผู้ให้บริการทางการแพทย์ควรให้การรักษาที่ครอบคลุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ภายในวันนั้น เพื่อจุดประสงค์ในการลดการแพร่กระจายของเชื้อ
ปัจจุบันมีวิธีการตรวจหนองในแท้ที่แม่นยำขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่
- วิธีการตรวจแบบ Rapid test ตรวจในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการและมีหนอง โดยผลการตรวจมีความแม่นยำสูงกว่าการย้อมเชื้อหนองในแท้
- วิธีการตรวจแบบ RT-PCR test ตรวจในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแต่ไม่มีหนอง หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอาการ ต้องการตรวจคัดกรองหนองในแท้ ซึ่งวิธีนี้มีความแม่นยำมากกว่า 99.9%
การเก็บสิ่งส่งตรวจทำได้ทุกตำแหน่งที่มีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ทางช่องคลอด ปลายท่อปัสสาวะ การตรวจหาเชื้อในคอหากท่านเคยมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปาก และการตรวจทางทวารหนักหากท่านเคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นต้น
การรักษาโรคหนองใน
การรักษาโรคหนองในแท้ ทำโดยการให้ยาปฏิชีวนะในการรักษาหนองใน โดยมีทั้งการฉีดยารักษาหนองในที่ชื่อว่า Ceftriaxone หรือ ยากิน Cefixime ซึ่งใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถฉีดยาได้
กรณีที่ผู้ป่วยแพ้ยาในกลุ่ม Cephalosporin อาจจะใช้เป็นยาฉีด Gentamycin แทน ส่วนยาในกลุ่ม Quinolone เช่น Norfloxacin หรือ Ciprofloxacin จะไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษาโรคหนองในแท้ เนื่องจากพบการรายงานการดื้อยาของเชื้อหนองในแท้ต่อยากลุ่มนี้มากกว่า 50% การรักษาโรคหนองในสำหรับระยะการรักษาโรคหนองในนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อหนองในที่ตรวจพบ
การรักษาหนองในเทียม แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อที่ตรวจพบ
- เชื้อ คลามัยเดีย ทราโคมาทิส (Chlamydia trachomatis) แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะ Azithromycin 1 gm กินครั้งเดียว หรือยาปฏิชีวนะ Doxycycline 100 mg กินครั้งละ 1 เม็ดวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
- เชื้อ มัยโคพลาสมา (Mycoplasma genitalium, Mycoplasma hominis) แนะนำให้ใช้ยา doxycycline 100 mg กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วันแล้วต่อด้วยยา moxifloxacin 400 mg กินครั้งละ 1 เม็ดวันละครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
- เชื้อ ยูเรียพลาสมา (Ureaplasma urealytica, Ureaplasma parvum) แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะ Azithromycin 1 gm กินครั้งเดียว หรือยาปฏิชีวนะ Doxycycline 100 mg กินครั้งละ 1 เม็ดวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
- เชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomonas vaginalis) แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะ Metronidazole 400 mg กินครั้งละ 1 เม็ดวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
สาเหตุที่โรคหนองในแท้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
โรคหนองในแท้เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เช่นกัน เช่น
– โรคหนองในสายพันธุ์ดื้อยา (Super Gonorrhoea) ในปี 2025 กำลังเป็นที่น่ากังวลในระดับโลก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ได้พัฒนาความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด… สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/4738998/
– กรณีที่ผู้ติดเชื้อหนองในแท้ที่มีคู่รักและยังคงมีเพศสัมพันธ์กันเป็นประจำ แพทย์จะแนะนำให้รักษาคู่รักของผู้ติดเชื้อหนองในแท้ด้วย เนื่องจากหากรักษาเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อหนองในแท้เพียงคนเดียว อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อหนองในแท้ซ้ำจากคู่รักที่ไม่ได้รับการรักษาได้ เพราะคู่รักอาจได้รับเชื้อหนองในแท้แล้วแต่ไม่แสดงอาการ
การป้องกันโรคหนองใน
โดยวิธีการป้องกันโรคหนองในแท้และโรคหนองในเทียม แนะนำให้ปฏิบัติตามดังนี้
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- ไม่ควรใช้อุปกรณ์เสริมความสุขทางเพศ (sex toy) ร่วมกับผู้อื่น
- ไม่แนะนำให้เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้
- ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุก 6 เดือน หรือปีละ 1 ครั้ง
- หากมีอาการคล้ายจะเป็นโรคหนองใน ให้งดมีเพศสัมพันธ์และรีบพบแพทย์
บริการ

1.ตรวจรักษาโรคทั่วไป
โรคผู้ใหญ่ ตา หู คอ จมูก ทางเดินอาหาร ผิวหนัง ภูมิแพ้ โรคกระดูกและข้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเด็ก โรคสตรี วัยทอง โรคเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เก๊าฑ์

2.ฉีดยา ฉีดวิตามิน ให้น้ำเกลือ
แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรค ประเมินความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องให้น้ำเกลือในแต่ละราย และจะเลือกใช้ชนิดน้ำเกลือ ความเข้มข้นที่แตกต่างกันตามอาการของโรค ดังนั้นไม่ใช่ทุกกรณีเสมอไปที่เมื่อเจ็บป่วยแล้วต้องได้รับน้ำเกลือ การได้รับน้ำเกลือมากเกินไปอาจส่งผลเสียตามมาได้

3.บริการตรวจเลือด ปัสสาวะ
Lab คลินิกส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานรับรองระบบคุณภาพ ISO 15189 และ ISO 15190 โดยทีมเทคนิคการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา

4.บริการเย็บแผล ล้างแผล
การเย็บแผล แพทย์จะประเมินความลึกของบาดแผล ก่อนเย็บปฐมพยาบาลเบื้องต้น บริการล้างแผล โดยพยาบาลวิชาชีพ พร้อมให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวและการดูแลแผล

5.ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
บริการตรววจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรค STD (Sexually Transmitted Disease) ตามชนิดของเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา เพิ่มเติมคลิ๊ก
ฮีลอัพ คลินิกเวชกรรม
เลขที่ 260/1 ถ.นนทบุรี1 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
เปิดบริการเวลา 9.00 -21.00 น.
หยุดทุกวัน พฤหัสบดี



